เทคโนโลยี 3D-Printing

เนื่องจากวันนี้ได้แวะไปชมบูธต่างๆในงาน RechargExp Thailand เป็นงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับงานพิมพ์ ซึ่งกว่าครึ่งเป็นสินค้า เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างชิ้นงานต่างๆได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากอยู่ที่ศูนย์ประชุมสิริกิต และไปค่อนข้างง่าย ประกอบกับอยากจัดเครื่องพิมพ์ 3 มิติไว้ใช้เองซักตัว เลยลองแวะเข้าไปดู ความรู้สึกหลังจากก้าวเท้าเข้าไป เอ๊ะ นี่มันงานสำหรับภาคธุรกิจนี่นะ ส่วนใหญ่เป็นบูธของบริษัทในจีนเยอะครับ มีของคนไทยที่เป็นตัวแทนนำเข้า และสร้างเองขายเองก็มี ตามมาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้างครับ ^_^

** หมายเหตุ: ภาพที่นำมาประกอบบางภาพมาจาก internet วัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้าใดๆ  ทั้งสิ้น **

เครื่องพิมพ์ 3 มิติ มันคืออะไรเหรอ?

เผื่อใครไม่ค่อยได้ update เทคโนโลยี และไม่รู้จักเครื่องพิมพ์ 3 มิติมาก่อน (เพื่อให้ง่ายผมขออธิบายแบบที่เป็นที่นิยมที่สุดที่เรียกว่า FDM หรือ FFF แบบอื่นๆไม่ขอพูดถึงนะครับ ใครอยากรู้ลึกตามดูใน Link ) เอาง่ายๆ มันคือเครื่องพิมพ์เหมือน Printer เรานี่แหละครับ แต่แทนที่มันจะใช้หมึกในการพิมพ์ มันดันใช้เส้นพลาสติกแทน โดยหลักการพิมพ์จะง่ายๆ คือใช้ความร้อนในการละลายพลาสติกและวาดลงบนฐานเป็นชั้นๆ (ถ้าใครเคยใช้พวกปืนกาวที่ใช้ความร้อนละลายแท่งกาว ก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก เพียงแต่ของตัวนี้หัวฉีด (Nozzle) มันจะเล็กมากๆ หน่วยเป็น 0.x มิลลิเมตร) โดยชิ้นงานที่ได้มีตั้งแต่ทำ นกหวีด เฟืองรถเด็กเล่น ตุ็กตาล้อเลียน ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ แจกัน หรือโมเดลสามมิติblog05-03

เครื่องพิมพ์แนว FDM ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องมีหลายโมเดลหลายแบบ โดยแบ่งได้หลาย แบบ ตามลักษณะการทำงานและการใช้งานได้ดังนี้
blog05-04-1

Cartesian Style  เป็นการพิมพ์ตามระบบพิกัด X, Y, Z (ใกล้เคียงกับระบบงานพิมพ์เอกสารที่เราคุ้นเคย) โดยการเคลื่อนที่ของหัวฉีดจะขยับแกน X และ Y เป็นหลัก ส่วนแกน Z จะมีทั้งการเคลื่อนชุดหัวฉีดเข้าหาฐาน หรือจะเคลื่อนฐานเข้าหาหัวฉีด เป็นแบบที่นิยมใช้กันมาก มีทั้งโมเดลแบบปิด และแบบเปิด (Open Air)

blog05-05
Delta Style  ใช้หลักการขยับแขนยึดไปตามรางด้านข้าง ออกแนวแขนกล ให้นึกถึงตอนเราเอาเชือกมัดเอวคน 3 คนแล้วเอาพู่กันจุ่มหมึก แล้วให้ทั้งสามคนขยับเพื่อวาดรูป (ค่อนข้างซับซ้อน เค้าคิดได้ไงเนี้ย) เหมาะกับการสร้างชิ้นงานทรงสูง เช่นพวกแจกัน รูปตึกสูง เป็นต้น

blog05-06

3D Pen ตัวนี้ดูยังไงมันก็ปืนกาวชัดๆ เพียงแต่หัวฉีดจะเล็กมาก และใช้เส้นพลาสติกแบบเดียวกับที่ใช้กับพวกเครื่องพิมพ์ เหมาะสำหรับงานประเภท ฟรีฟอร์ม รูปแบบไม่ตายตัว และเหมาะสำหรับศิลปินที่ต้องการสร้างผลงานด้วยปากกา เพราะเหมือนเป็นการวาด แล้วถักโครงสร้างที่ต้องการขึ้นมาเอง (อันที่จริงถ้าซื้อมาให้เด็กๆเล่นคงสนุกดีครับราคาอยู่ในช่วง $40-$80 เหรียญ Link)

เริ่มเข้าชมงาน

ไปถึงก็โดนเชิญไปนั่งฟังบรรยายโดยบริษัท eSun ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นบริษัทผลิตวัสดุพิมพ์สำหรับเครื่อง 3D-Printing เจ้าใหญ่เลยทีเดียว เก็บเกี่ยวความรู้เรื่องหลักการทำงานของเครื่องพิมพ์ และเส้นวัสดุแบบต่างๆ (เค้าเรียก Filament) หลังจากเดินดูที่เห็นเจ้าใหญ่ๆเปิดบูธจะมีของ eSun กับ polymaker โดยทั้งสองเจ้าจะเน้นเรื่องความเป็นมิตรกับธรรมชาติและการเคลือบสารพิเศษที่เส้นพลาสติกที่ช่วยทำให้การ feed เส้นพลาสติกลื่นขึ้น ซึ่งมีให้เลือกดังนี้

blog05-07

รูปเส้นพลาสติกจากบูธ Polymaker คนจีนที่ดูแลบูธใจดีมาก เห็นเราเป็นมือใหม่
แกเลยช่วยอธิบายการใช้งานอย่างละเอียดเลย ^_^

PLA (Polylactic Acid)  :  เป็นเส้นพลาสติกที่สกัดจากพืชชนิดต่างๆ เช่น ชานอ้อย
พิมพ์ได้ง่าย และสามารถผุกร่อนได้ตามธรรมชาติ
ข้อดี :    เป็นมิตรกับธรรมชาติ
ข้อเสีย: เปราะกว่าแบบ ABS และราคาแพงกว่า
ราคา:  650 – 1200 บาท

ABS (Acrylonitrile Butadiene Styrene)  :  เป็นเส้นพลาสติกที่ได้จากน้ำมัน ใช้กับอุณหภูมิในการพิมพ์สูงกว่า PLA และจำเป็นต้องใช้ฐานรองความร้อนของ 3D Printer เพื่อให้ชิ้นงานไม่เย็นเร็วจนเกินไป
ข้อดี :    ทนแรงกระแทกกว่าแบบ PLA และราคาถูกกว่า
ข้อเสีย:  พิมพ์ยากกว่า PLA เนื่องจากอาจมีการหดตัว และมีกลิ่นแรง ติดไฟได้ และไม่เหมาะกับการสัมผัสกับอาหาร
ราคา: ประมาณม้วนละ 600 บาท

HIPS (High Impact Polystyrene) :  เป็นเส้นพลาสติกที่สามารถละลายในน้ำมะนาวได้ นิยมใช้ในการทำ Support สำหรับงานรองรับที่ซับซ้อน และนิยมใช้กับเครื่องพิมพ์แบบ 2 หัว
ราคา: ประมาณม้วนละ 600 บาท

PVA (Polyvinyl Acetate) : เป็นเส้นพลาสติกที่ละลายน้ำได้ เหมาะกับงานเติมเต็มช่องว่างของงานที่ซับซ้อน (ใช้ทำ Support นั่นเอง) มีข้อควรระวังคือควรเก็นในถุงปิดผนึกเสมอ
ราคา: ประมาณม้วนละ 600 บาท

Rubber TPU : เป็นเส้นพลาสติกยาง เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความยืดหยุ่น งอพับได้ เช่นพวกแผ่นรองพื้นรองเท้า แผ่นยางรองวัสดุ
ราคา: ประมาณม้วนละ 1,400 บาท

Wood : เป็นเส้นพลาสติกที่ผสมระหว่างไม้ กับ PLA ตัวชิ้นงานที่ได้จะเหมือนงานที่ทำจากไม้ ข้อควรระวังคือมันดูดซับความชื้นได้ง่าย ควรเก็บในถุงปิดผนึก
ราคา: ประมาณม้วนละ 1,500 บาท

ข้อมูลด้านบน ผมฟังๆเค้ามากับมาหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก Internet อีกนิดหน่อย จากความเห็นส่วนตัว ถ้าใครที่จะเริ่มเล่นก็ควรเลือกวัสดุพวก PLA หรือ ABS ซึ่งถ้าดูจากสเปกของเครื่องพิมพ์ส่วนใหญ่ก็รองรับทั้งสองแบบอยู่แล้ว ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Link ครับ

เดินดูของกัน

หลังจากวิทยากรบรรยายจบก็มีถามตอบกันเล็กน้อย แล้วผมก็ลุกออกมา เพราะอยากไปเดินดูเครื่องพิมพ์แล้ว มาถึงก็เจอเครื่องรุ่นยอดฮิตจากจีนคือของ CreateBot ซึ่งเอาเครื่องมาโชว์ 2 รุ่นคือ CreateBot Mini และ CreateBot Max ซึ่งตอนก่อนมาก็แอบเล็ง CreateBot Mini ไว้เนื่องจากเป็นเครื่องพิมพ์แบบ 2 หัว ราคาจาก AliExpress ประมาณ $720 เหรียญ (ประมาณ 25,000 – 27,000 แปรผันต่าค่าเงินบาท) ส่งฟรีผ่าน Fedex

blog05-08

รายละเอียดคร่าวๆคือ
หัวพิมพ์:                  เป็นระบบ 2 หัว ทำให้สร้างสรรค์งานได้หลากหลาย
ขนาดชิ้นงาน:          150 * 150 * 220 มิลลิเมตร
การเชื่อมต่อ:           จอภาษาอังกฤษ และใช้ SD Card กับ USB ได้
วัสดุที่รองรับ:           PLA/ABS/PVA/PETG
3D File Format:   STL, OBJ, DAE, BMP, JPG

blog05-09

จากรูปกำลังพิมพ์นกหวีดสีชมพูอยู่ เครื่องเป็นระบบ 2 หัวฉีดครับ

*** ไม่ได้เชียร์เป็นพิเศษนะครับ แต่ดูมาทั่วงานคิดว่าตัวนี้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานของผมที่สุดละ เสียดายไม่มีตัวแทนจำหน่ายในไทยติดตรงเรื่องบริการหลังการขายนี่แหละ เลยยังไม่ตัดสินใจ y_y ใครว่างลองไปเดินดูที่งานมีให้เลือกหลายแบบหลายขนาด หลายราคามากๆ ครับ ***

เก็บตกความรู้ที่ได้จากงาน

หลังจากนั้นก็เดินต่อดูเครื่องรุ่นอื่นๆ ก็มีเดินเข้าไปถามไปขอถ่ายรูปเค้าบ้าง เพื่อเก็บข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ใครที่คิดว่าจะซื้อไว้ประจำกายก็ควรไปแวะเดินเปิดหูเปิดตาดูครับ ด้านล่างจะเป็นรูปกับเครื่องรุ่นต่างๆ ที่เอามาโชว์ในงาน

blog05-10

ด้านล่างเป็นตัวอย่างพวกงานพิมพ์ที่เค้าเอามาแสดงครับ

blog05-11

นอกจากนี้ยังมีงานพิมพ์ในเชิงอุตสาหกรรม เช่นเครื่องพิมพ์ที่ใช้พิมพ์แบบของแหวน ที่เค้าต้องไปทำเบ้าหลอมสำหรับทำโครงของเครื่องประดับ (งานจิวเวอรี่) เห็นบอกมีที่เชียงใหม่สั่งซื้อไปแล้วด้วย ทำพวกแบบพิมพ์สำหรับทำแหวนเงิน แหวนทอง

blog05-12

ส่วนอีกตัวหนึ่งคือสิ่งที่ต้องมีคู่กับ 3D-Printer คือ 3D-Scanner โดยบริษัทนี้เค้ามีเครื่องมือหลากหลาย และรับสแกนงานจากโมเดลด้วยครับ หลักการของตัวนี้จะใช้ laser ในการสแกน ส่วตัวฐานกลมๆก็จะหมุนไปเรื่อยๆ เพื่อให้สแกนครบทุกมุมครับ

blog05-13

 

สิ่งที่ผู้ผลิต 3D-Printer ในไทยควรปรับปรุง

อันนี้ฝากถึงพี่น้องชาว Maker ที่ทำ 3D-Printer ออกมาขายกันครับ ส่วนใหญ่ประกอบชิ้นส่วนเองและเขียนโปรแกรมควบคุมเอง ส่วนนี้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ถ้าใครรับไปพิจารณาผมว่าน่าจะขายดีขึ้นนะ

  1. วัสดุที่ใช้ทำ ควรให้ดูเนี้ยบ และเรียบร้อยกว่านี้ เช่น พวกสายไฟ body เป็นต้น จริงๆปรับอีกนิดเดียวก็น่าใช้ละครับ ถ้าเทียบของจีนกับของไทย ผมเชื่อมือคนไทยด้วยกันมากกว่าครับ
  2. ควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนเช่น งานวิศวกรรม งานอดิเรก งานสร้างสรรค์สำหรับเด็ก และจัดราคาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ควรหาช่วงราคาที่เหมาะสม จะได้แข่งกับเครื่องนำเข้าได้
  3. การประชาสัมพันธ์ และการฝึกอบรม ควรเผยแพร่ความรู้วิธีการใช้ มากกว่านี้ แนะนำให้ลองเข้าหากลุ่มการศึกษา เช่นมหาวิทยาลัยที่มีการสอนพวกงานออกแบบ วิศวกรรม
  4. ความน่าเชื่อถือ การทำ demo วิธีการใช้งาน ทำคู่มือให้ดาวน์โหลด และมีวิดีโอให้ดูใน Youtube (บ้านเราเหมือนมันกำลังนิยมกันในกลุ่มเล็กๆ ยังไม่กระจายไปถึง user ตามบ้าน ถ้าทำได้ผมว่าผลิตกันไม่ทันแน่ๆ)

สรุปสิ่งที่ควรถามผู้ขาย เวลาต้องซื้อเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

อันนี้แอบจำๆเค้ามาจากคนที่ไปเดินถามในงาน อาศัยแอบฟังเค้าคุยกันบ้าง อืมม มาดูงานมันดีอย่างนี้นี่เอง ตอนแรกๆดูตามเว็บก็ไม่รู้ว่าต้องดูอะไรบ้าง

  1. มีกี่หัวฉีด (แนะนำแบบ 2 หัว) เป็นแบบ Auto Level หรือไม่
  2. สามารถทำงานต่อเนื่องได้กี่ชั่วโมง (บางงานพิมพ์นานมาก หัวจะพังก่อน)
  3. ขนาดของชิ้นงานใหญ่ที่สุดที่พิมพ์ได้ (ยิ่งใหญ่ยิ่งดี)
  4. ชิ้นงานที่ได้ละเอียดหรือไม่ ต้องเก็บด้วยกระดาษทรายอีกรึเปล่า
  5. รับส่งข้อมูลอย่างไร: USB, SDCard, WiFi
  6. ใช้กับเส้นพลาสติกแบบไหนได้บ้าง หลักๆ ควรรองรับ PLA, ABS, PVA
  7. ใช้เส้นพลาสติกของเจ้าอื่นได้หรือไม่ บางเจ้าเค้าบอกมาเลยว่าถ้าใช้เจ้าอื่นแล้วพังไม่รับประกัน
  8. ต้องมีการตั้งค่าบ่อยหรือไม่ เพราะบางเครื่องต้องมีการปรับบ่อยๆ
  9. ซอฟต์แวร์ที่ใช้เป็นแบบ Open Source หรือของผู้ผลิต
  10. ใช้กับไฟล์ 3D ประเภทไหนได้บ้าง
  11. การรับประกันสินค้า การดูแลรักษา และการฝึกอบรม
  12. ราคา และ ค่าจัดส่ง

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ เพื่อนๆ ในกลุ่ม facebook: กลุ่มผู้ใช้งานหรือทำงานกับเครื่อง3d printer  ที่ช่วยให้ข้อแนะนำและข้อมูลเพิ่มเติม ถ้าใครสนใจรายละเอียดลองเข้าไปหาความรู้ในกลุ่มเพิ่มได้ครับ และถ้าใครพลาดงาน Recharge Expo ยังมีอีกงานคือ Bangkok Mini Maker Faire ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 กันยายน 2558 นี้ลองติดตามข่าวในกลุ่มตาม Link นี้ดูนะครับ

บทสรุป:

จากที่หาข้อมูลอยู่นาน และเดินสอบถามรายละเอียดจากผู้รู้ ถ้าใครที่ต้องการใช้  3D Printer ในการผลิตผลงานประดิษฐ์ เช่นหุ่นยนต์ต้นแบบ ตุ๊กตาล้อเลียน หรือบรรจุภัณฑ์ต้นแบบ ลองเล็งรุ่นที่ผมเล็งไว้ได้ครับ ส่วนงาน DIY 3D-Printing ผมมองว่ายังไม่ค่อยเหมาะกับผู้ใช้ในระดับเริ่มต้น (คือเราต้องซ่อมเองได้ด้วยระดับหนึ่ง ถ้ามีเวลาก็อยากซื้อมาประกอบเองเหมือนกัน ถ้ามีเวลา) ถ้าใครไม่รีบผมว่าควรศึกษาและไปลองใช้งานตามแหล่งชุมชน Maker ดูก่อนว่าแบบไหนเหมาะกับเราจริงๆ แต่ถ้าไม่คิดมากรุ่นกลางๆ ก็ราคาพอๆกับ iPhone เครื่องหนึ่งเองถ้าเอามาทำแล้วเราสนุก สบายใจก็จัดเลย ^_^

AjBee.Me : กดแชร์กันได้ไม่หวงครับ ^_^