เหรียญมี 2 ด้าน รู้ทัน Single Gateway

ช่วงนี้ข่าวเรื่อง Single Gateway เป็นประเด็นถกเถียงกันมาก ผมได้ลองเข้าไปอ่านรวบรวมข้อมูลจากหลายๆแหล่งแล้ว มาวิเคราะห์ด้วยมุมมองของผมเอง คุณมีสิทธิจะคิดตามหรือเห็นต่างอันนี้สุดแล้วแต่วิจารณญานของแต่ละท่านนะครับ

 

Single Gateway คืออะไร ทำไมถึงโวยวายกันจังช่วงนี้?

เนื่องจากภาครัฐ (รัฐบาลไทยปัจจุบัน 2558) ได้มีมติเห็นชอบเรื่องการจัดการควบคุมเฝ้าระวังระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อที่จะได้จัดการควบคุมการเข้าถึงและการส่งข้อมูลระหว่างภายในและภายนอกประเทศ จากเดิมที่เส้นทางการออกสู่อินเตอร์เน็ตจะวิ่งออกได้หลายช่องทางตามผู้ให้บริการที่เรารู้จักกันดีตัวอย่างเช่น CAT, DTAC, CS Lox Info, TOT เป็นต้น (ตามข้อมูลจากเน็คเท็คเรามี Gateway อยู่ประมาณ 10 กว่าจุด) ให้รวมศูนย์ออกที่จุดเดียว ลองยกตัวอย่างง่ายๆละกันนะ

สมมติ เราเป็นผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต เหมือนกำลังขับรถ จากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง โดยมีถนนให้วิ่งแค่เส้นทางเดียว (ประมาณขับรถกลับบ้านช่วงเทศกาลปีใหม่) คนไปเที่ยวก็เยอะถนนมีจำกัด รถก็ติด แล้ววิธีแก้ปัญหาที่คนส่วนใหญ่มักจะคิดออกคือก็สร้างถนนบายพาส ให้มีมากกว่าหนึ่งเส้นทางซิ จะได้ช่วยระบายรถได้ เวลาที่ถนนบางเส้นทางเกิดปัญหาเช่นน้ำท่วม ทางขาด ก็สามารถวิ่งเส้นทางอื่นได้

อ้าว แบบนี้ก็เหมือนจะดีอยู่แล้วนะ แล้วเค้าจะกลับมาใช้ถนนเส้นเดียว (Single-Gateway) อีกทำไม? ลองนึกดูนะครับว่าช่วงเทศกาลเป็นช่วงที่มีการแอบขนส่งของผิดกฏหมายมากที่สุด เช่นยาเสพติด เป็นต้น การที่เปิดให้ใช้หลายเส้นทาง เจ้าหน้าที่จะควบคุมได้ลำบาก ที่เราเห็นเค้าตั้งด่านตรวจกันนั่นแหละครับ เมื่อจำนวนเส้นทางเพิ่มขึ้น จำนวนด่านก็เพิ่มขึ้น สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณและกำลังพล สู้บีบให้วิ่งเส้นทางเดียวไม่ได้ ประหยัดทั้งงบการบำรุงรักษา และการตรวจสอบ (แต่รถติดบรรลัย) สุดท้ายก็ยอมให้ชาวบ้านบ่นเพื่อที่จะได้ผลงาน (เพื่อใคร?)

อย่างที่เห็นนะครับ การรวมศูนย์ เหมือนจะเอื้อประโยชน์ต่อภาครัฐฝ่ายเดียว แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน การที่ตรวจจับสิ่งผิดกฏหมายได้ สิ่งเหล่านั้นก็ไปไม่ถึงมือผู้ขายปลายทาง ทำให้ลูกหลานเราปลอดภัยขึ้น เช่นการบล๊อกเว็บผิดกฏหมาย เว็ปโป้ เว็ปการพนัน หรือเว็บละเมิดลิขสิทธิ รวมถึงเว็บล่อลวง และการปล่อยข่าวสร้างความขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์อื่นๆ ตราบเท่าที่มันไม่กระทบกับประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆ

แต่ส่วนใหญ่ที่เราเห็นกัน บางครั้งกระบวนการทำงานเหล่านี้อาจวางอยู่บนพื้นฐานที่ขาดการคิดอย่างรอบด้าน ทำให้กระทบกับคนทั่วไปด้วย เช่นการขนส่งสินค้าปกติต้องล่าช้า จากเคยเดินทาง 1 ชม. ถึงกลายเป็น 8 ชม. อันนี้คงจะรับได้ยาก อาจจะไม่สะดวกกรณึที่ถูกตรวจค้น (ธุรกรรมต่างๆ) แต่ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดกฏหมายก็ไม่ต้องกังวล

สิ่งที่ต้องคิดหาทางแก้ไขและหาคำตอบให้ได้ก่อนทำจริง

  1. การรวบให้มาเดินเส้นทางเดียว (ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเปลี่ยนมาเรียก Hub ก็เถอะ)  ย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้น เหมือนกับการรวมไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว ถ้าเกิดปัญหาหรือถูกโจมตีขึ้นมา จะทำให้การติดต่อสื่อสารทุกอย่างติดขัดส่งผลกระทบในวงกว้าง (ถ้าถามว่าอ้าวแล้วพวกนักธุรกิจใหญ่ๆ เค้าทำไมไม่มาเดือดร้อน ลองนึกดูดีๆครับ ว่าเค้าวิ่งบนถนนเส้นเดียวกับเรารึเปล่า หรือเค้านั่งเครื่องบิน มันคนละเส้นทางกันเลย) ส่วนปํญหาด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกอื่นๆคิดว่าผู้อ่านคงได้อ่านจากบทความต่างๆบ้างแล้ว ตรงนี้ต้องแก้ปํญหาทั้งทางด้านเทคนิค และการออกแบบ ผมว่าถ้าใช้เน็ตได้ปกติไม่มีดับ ไม่มีการถูกโขมยหรือนำข้อมูลไปใช้โดยมิชอบ ก็คงไม่มีใครเดือดร้อนรึเปล่านะ
  2. การวางแผนการสำรอง กรณีที่เกิดเหตุการตามข้อที่ 1 ต้องมีวิธีการที่ชัดเจนและให้ข้อมูลที่เพียงพอกับประชาชนเจ้าของประเทศ จะบอกแบบคลุมเครือว่าทำเพื่อโน่น นี่ นั่น เฉยๆคงไม่ได้ครับ ในบ้านเราคนมีความรู้ความสามารถก็เยอะ มองแป็บเดียวเค้าก็รู้แล้วว่าช่องโหว่มันมีตรงไหนบ้าง แต่เค้าไม่ออกมาพูดให้เปลืองตัวเท่านั้นเอง
  3. ถ้าปริมาณรถเพิ่มมากขึ้น จนเกิดรถติดแถวยาวเป็น 10 กิโล จะสามารถรับได้หรือไม่ หรือสุดท้ายก็ต้องตรวจแบบผ่านๆ เพื่อให้การเดินทางคล่องตัวขึ้น (คนตรวจเองก็คงเหนื่อยเต็มทน) แล้วจะตรวจเจอรึเปล่า ต้องหาความเหมาะสมให้เจอ
  4. เมื่อมีการปิดเส้นทาง หรือบังคับเส้นทาง คุณคิดว่าเค้าจะไม่หาทางลัดเส้นอื่นเดินกันเหรอ? เหมือนกับปัญหาของผิดกฏหมายข้ามชายแดน ขนาดตั้งด่านแต่เค้าไม่ผ่านด่าน จะเกิดอะไรขึ้น และเมื่อการปิดกั้นสูงขึ้นแนวโน้มการเปิดบริการแหกคอก ออกมาให้ใช้อีกกลายเป็นปัญหาเบี้ยหัวแตก จับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็ไม่มีความผิด

ผมว่าปัญหาเหล่านี้ต้องการคำตอบที่เหมาะสม และทุกอย่างหากดำเนินตามทางสายกลางได้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็จะน้อยลง ผมเห็นด้วยถ้าพวกเว็บล่อลวงหรือเว็บผิดกฏหมายจะลดลงหรือหายไปเลยได้ยิ่งดี เพื่อลูกหลานในอนาคต แต่ก็ไม่ควรปิดกันการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับประชาชน (ตรงนี้ถ้าแมนพอก็ไม่ควรปิดกั้นนะ) แทนที่จะพุ่งไปที่การรวมศูนย์อย่างเดียว ลองหาวิธีการอื่นๆที่เป็นไปได้ เช่นการพัฒนาพวกเครือข่ายอัจฉริยะแบบกระจายตัว ที่ช่วยสอดส่องหรือดูแลพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ปรับปรุงในแง่ของการข่าว ซึ่งเรายังช้ากว่าพวกที่จ้องจะเล่นงานบ้านเราอยู่มาก การให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องความปลอดภัยและสิทธิพลเมืองในการบริโภคและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง บางอย่างมันแก้ได้โดยใช้แค่เรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองงบประมาณเป็นหมื่นล้านนะผมว่า ^_^

AjBee.Me :  เหมือนได้ระบาย ใครเผลอมาอ่าน ก็เอาไปช่วยกันคิดนะ ถ้าคิดไม่ออกก็แชร์ให้เพื่อนๆช่วยกันคิดครับ