จบสายคอมพิวเตอร์แล้วตกงานจริงหรือ?

หลังจากเห็นข่าวข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2557 พบว่าสาขาที่ตกงานมากที่สุดเป็นอันดับ 2 คือสาขาคอมพิวเตอร์ ซึ่งตรงนี้ไม่แน่ใจว่าได้ลงรายละเอียดในแต่ละสาขาด้วยหรือไม่ ว่าเป็น ไอที วิทย์คอมพ์ วิศวคอมพ์ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ หรือ มัลติมิเดีย แต่คงเหมาเอารวมๆ หลังจากที่ผมคลุกคลีกับสายงานไอทีมาหลายปี รวมถึงทำงานเป็นอาจารย์ ทำงานกับเด็กมาก็เยอะ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานในวงการที่รู้จักกัน ก็ฝากให้หาคนไม่เคยขาด (ณ.ตอนที่เขียนอยู่นี่ ก็ยังมีคนฝากหา Java Programmer อีกหลายตำแหน่ง ใครสนใจทักมาได้นะครับ) ในความรู้สึกแว้บแรกที่เห็นข่าวก็ตกใจเหมือนกัน ว่าเด็กคอมพ์ติดอันดับ 2  เลยเหรอ สาเหตุปัจจัยก็ตามข่าวสรุปมา มีคนมาให้ความเห็นกันอีกหลายความคิด ในความเห็นส่วนตัว ผมขอสรุปไว้ตามนี้ละกัน ฝากถึงน้องๆ ที่ยังเป็นนักศึกษา น้องๆ ที่กำลังตกงาน รวมถึงพวกพี่ๆ ที่กำลังทำงานอยู่:

** ขออภัยที่ใช้รูปประกอบดูแรงไปนิด เพราะเป็นรูปแรกที่นึกถึงตอนเห็นข่าว ใครที่รู้สึกว่าแรงไปก็เปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน ก้าวข้ามไปให้ได้นะครับ เป็นกำลังใจให้ ทุกคนสามารถพัฒนาได้ **

  1. เด็กส่วนใหญ่สมัยนี้ มักจะพยายามหนีงานที่ต้องใช้ความพยายามและความอดทนสูง เช่นสายงาน Developer เพราะเห็นว่าเหนื่อย และอาจถูกมองว่าเป็นงานที่อยู่ล่างสุดของงานพัฒนาซอฟต์แวร์ (มีบางคนเอาไปเทียบกับงานกรรมกรเขียนโค้ดก็ยังมี) แต่หารู้ไม่ว่าถ้าไม่มี Dev เราจะไม่มีซอฟต์แวร์ หรือแอพดีๆ ไว้ใช้เลย เหมือนกับการสร้างตึกใหญ่ๆ ก็ต้องประกอบไปด้วยทีมงานหลายส่วน ถึงจะกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สมบูรณ์ได้ พอไม่ชอบสาย Dev พวกวิชาที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม เลยทำงานส่งแบบขอไปที ก๊อบส่งบ้าง หาโค้ดจากอินเตอร์เน็ตบ้าง (copy จาก Stack Over Flow บ้าง) จึงทำให้ขาดพื้นฐานวิธีคิด การแก้ปัญหา และการออกแบบอัลกอริทีม มีส่วนน้อยที่รักชอบจริงๆ ก็สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้เพราะความชอบ (น้อยจริง ๆ) เป็นเหตุให้พอไปสมัครงานเค้าถามเขียนอะไรเป็นบ้าง ก็บอกเป็นแค่ตามที่เรียนมา พอให้เขียนโค้ด ก็บอกขอเปิดเน็ตหน่อย (ถ้าคุณเป็นคนสัมภาษณ์ ถามจริงกล้ารับเข้าทำงานรึเปล่า)  ตรงส่วนนี้ก็คงต้องแบ่งความรับผิดชอบเป็นสองส่วน ส่วนของนักศึกษาเอง ต้องรู้จักพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่สักแต่ว่าจะเรียนให้จบ เอาเกรดหรูๆ ส่วนของสถาบันการศึกษาและอาจารย์ ก็ควรกวดขันเข้มงวด อย่ามองแค่เรื่องภาระงานและการประเมินอย่างเดียว ถ้าเราใส่ใจเด็ก เด็กก็จะรับรู้ได้ ค่อยๆปรับทัศนะคติให้เค้าเป็นกำลังของชาติที่พึ่งพาได้ในอนาคต มากกว่าที่จะเป็นภาระ
  2. กลุ่มที่เรียนได้ดี หรือเด็กหัวแถว ส่วนใหญ่มักจะมีความคิดเป็นของตัวเอง จริง ๆอาจจะแบ่งเป็น 2 พวกคือกลุ่มที่มุ่งเรียนรู้เฉพาะความรู้ในสาขาที่เรียน กับกลุ่มที่สามารถเชื่อมโยงกับความรู้อื่น ๆ ถ้ามองถึงโอกาสในอนาคต ทั้ง 2 กลุ่มไม่น่าจะตกงานได้ แต่บางครั้งก็อาจเป็นเพราะความคาดหวังส่วนตัว และความคาดหวังของคนรอบข้างที่คอยกดดัน ทำให้พอมีข้อเสนอให้ทำงาน ถ้าเงินไม่ดี หรืองานดูแล้วสู้เพื่อนไม่ได้ ก็ไม่อยากทำ บางคนก็ออกไปทำธรุกิจส่วนตัวบ้าง เป็นฟรีแลนซ์บ้าง ยิ่งเดี๋ยวนี้กระแส Start UP มาแรงก็อยากมีกิจการเป็นของตัวเองโดยใช้เงินคนอื่น หรือไม่งั้นก็สมองไหลออกไปทำงานต่างประเทศกันไปเลย คนกลุ่มนี้ ในร้อยคน ถ้าเจอซักสิบคน ก็ถือว่าเยอะแล้ว ถ้าพวกคุณไปในที่ที่ดีแล้ว ก็ควรหาเวลากลับมาให้ความรู้กับน้องๆ บ้างหรือมาแชร์ประสบการณ์ ทั้งที่ดีและไม่ดีที่ได้ไปเจอมา เด็กสมัยนี้ฟังรุ่นพี่ มากกว่าอาจารย์อีก ^_^
  3. ส่วนกลุ่มที่อยู่กลางๆ คือไม่ถึงกับแย่ แต่ก็ไม่เรียกว่าดี ส่วนใหญ่มักจะมีงานทำ แต่ก็ไม่ถึงกับว่าชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ หรือกลับลำมาชอบทีหลัง เพราะต้องทำเพื่อเลียงชีพ บางคนหลงไปกับกับการทำงานให้คนอื่น จนลืมคิดถึงอนาคตอีกสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า ว่าตนเองต้องการอะไร ถ้ามีความเปลี่ยนแปลงจะต้องทำอย่างไร บ้างก็เปลี่ยนงานเพิ่มค่าตัวกันเป็นว่าเล่น ทำให้ตอนนี้มาตรฐานเงินเดือนคนไอที ถูกมองว่าสูงเกินจริง ทำให้ผู้ประกอบการหลายๆที่เริ่มบ่นๆ ว่ารับกับต้นทุนขนาดนี้ไม่ไหว สุดท้ายย้ายงานจนถึงทางตันคือเงินเดือนไม่เพิ่มขึ้น ทั้งที่อายุงานก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่ปรับตัวผันไปเป็นตำแหน่งอื่นในสายงาน ก็คงอยู่ยากขึ้น

1438451936_4

"เห็นพาดหัวข่าวแล้วก็นึกถึงภาพนี้ขึ้นมาเลย ขออนุญาตนำมาเป็นภาพประกอบนะครับ"

สิ่งที่น้อง ๆ นักศึกษา หรือที่กำลังจะเลือกศึกษาในสายคอมพิวเตอร์ ควรให้ความสำคัญคือ:

  1. เรารักชอบในสิ่งนี้หรือไม่ หรือเลือกเพราะ “เป็นตัวที่เราไม่ชอบน้อยที่สุด”? เพราะถ้าชอบไม่ว่าเรียนสาขาอะไรมาก็ทำอาชีพนั้นได้หมด ผมเคยเจอรุ่นพี่ที่ทำงาน จบโยธา มาทำงานสายคอมพ์ก็ยังมี
  2. ถ้าหลวมตัวมาแล้ว แล้วเริ่มชอบ ก็ทำให้ถึงที่สุด อย่าให้เสียเวลาเปล่า เวลาตั้ง 4 ปี ทำอะไรได้เยอะ อย่าคิดแค่ว่าเรียนให้จบๆไป แล้วก็ถ่ายรูปรับปริญญา เก็บเกี่ยวความรู้ พัฒนาทักษะให้ได้มากที่สุด เพราะออกไปต้องเจออะไรอีกเยอะ
  3. หาสิ่งที่เราชอบที่สุดให้เจอ ที่สำคัญพวกภาษาโปรแกรม ควรให้ทำได้แบบไม่ต้องดูตำราหรือต่ออินเตอร์เน็ต เพราะจะเป็นการสร้างพื้นฐานให้เราในเรื่องของ ลอจิก อัลกอริทึม และกระบวนวิธีคิด สำหรับไปต่อยอดกับส่งใหม่ที่จะเจอในอนาคต (ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ พวกภาษาพื้นฐานพวกนี้ควรทำได้: HTML, JavaScript, CSS, C, Java, PHP หรือจะทำ .NET ก็เลือกเอาจะเป็น C# หรือ VB)
  4. ควรหัดเรียนรู้นอกห้องเรียน เพราะเดี๋ยวนี้มีหลักสูตรออนไลน์ให้เราสามารถศึกษาได้ง่ายๆ แถมส่วนใหญ่ฟรีด้วย หัดตั้งข้อสงสัย ทดลองทำ แล้วศึกษาให้ถึงแก่น จะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น
  5. พวกความรู้ในการใช้อุปกรณ์และโปรแกรมพื้นฐาน เช่น อุปกรณ์ไอทีสำนักงาน ก็ควรจะใช้เป็นแก้ปัญหาเป็น (บางคนใช้ Fax กับเครื่องถ่ายเอกสารไม่เป็นนิเสียภาพเด็กคอมพ์หมด) พวกโปรแกรมสาย MS Office ก็ควรทำได้ Word, Power Point, Excel อย่างน้อย ก็เอาไว้จีบสาว หรือเอาไว้ช่วยหัวหน้าเพิ่มคะแนนพฤติกรรม
  6. ถ้าเป็นไปได้ในระหว่างที่เรียน ควรสร้างผลงานเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา (ที่ไม่เกี่ยวกับโปรเจ็คจบ) เช่นเขียนโปรแกรม งานประกวด ทำเว็บไซต์ งานออกแบบ เขียนบล็อก ในสิ่งที่เรารู้และเชียวชาญ เพื่อให้เวลาสัมภาษ์งานจะได้พูดได้เต็มปากว่าเรามีความเชียวชาญเรื่องนั้น ๆ จริง
  7. ควรหัดเรียนรู้ พวกมารยาทและวัฒนธรรมองค์กรบ้าง การเขียนอีเมล์ มนุษย์สัมพันธ์ การพบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หัวหน้างาน สิ่งไหนควรพูด ไม่ควรพูด การวางตัว น้ำเสียง สิ่งเหล่านี้สามารถฝึกฝนได้
  8. หากต้องการทำธุรกิจส่วนตัวจริงๆ หรือทำ Start Up ก็ควรศึกษาให้มากทั้งส่วนที่เค้าสำเร็จ และส่วนที่เค้าล้มเหลว พยายามทำสิ่งที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นให้มาก จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืน

“บางครั้งการมีงานทำ อาจไม่ใช่คำตอบของบางคน แต่ถ้าคุณต้องการสร้างอาณาจักรของคุณเอง ก็ควรได้รับรู้ว่าทีมงานที่จะมาช่วยคุณเค้าเหนื่อยขนาดไหน คนที่ยังไม่เคยทำงานให้คนอื่น จะทำงานร่วมกับคนอื่นได้ยากเช่นกัน”

สำหรับคนที่กำลังหางาน หรือมองหางานใหม่:

  1. ให้ความสำคัญกับ Resume ซึ่งมันคือประวัติผลงาน  มันคือชีวิตคุณ ถ้าเป็นไปได้ควรทำไว้ทังภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ทำตัวฉบับเต็มเก็บเอาไว้และหมั่น update ทุกๆ 6 เดือน (เพราะน่าจะมีอะไรใหม่ๆ เพิ่มเติม) ที่สำคัญควรเรียงลำดับจากสิ่งที่ทำล่าสุด (ปัจจุบัน ไปหา อดีต) เพราะเห็นมีเรียงผิดกันเยอะ รายละเอียดช่องทางการติดต่อควรชัดเจน และถ้าเป็นไปได้ให้ใช้เมล์ที่ผูกกับชื่อสกุลจริงของเรา (ประเภทชื่อเมล์แปลกๆที่ตั้งเล่นๆสมัยเรียนอย่าเอามาใช้ในใบสมัครงาน) ในการสมัครแต่ละที่ควรมีการปรับเนื้อหาใน resume ให้เหมาะสมกับที่ที่เราจะสมัคร อันไหนเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ให้ตัดออก
  2. ทรานสคริปต์ (เกรด) และใบ Certificate (ที่สอบกันมาแทบตาย) ส่วนใหญ่จะใช้กับแค่งานแรกเท่านั้น งานถัดๆไปสิ่งที่ต้องใช้คือทักษะ ประวัติการทำงาน ผลงาน และคอนเนคชั่น จากเพื่อนๆ พี่ๆ และคนรู้จัก ระหว่างที่ทำงานอย่าลืมที่จะทำความรู้จักและสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน รุ่นพี่ หัวหน้างาน รวมไปถึงลูกค้าให้มากเข้าไว้
  3. ในขั้นตอนของการสัมภาษณ์ ควรแสดงความเป็นมืออาชีพ และมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ รู้จักสร้างบรรยากาศ มีการยิงคำถามกลับบ้าง (แต่ต้องไม่ใช่คำถาม เงินดีรึเปล่า ต้องทำงานเสาร์อาทิตย์รึเปล่า คำถามพวกนี้ถ้าไม่สนิทจริง โอกาสหลุดสัมภาษณ์สูง เพราะเค้าจะมองเราเป็นคนเห็นแก่เงินและไม่สู้งาน)  พยายามตอบคำถามตามความเป็นจริง ตอบในสิ่งที่เรารู้ อันไหนไม่รู้ก็บอกไม่รู้อย่าฝืน (เพราะถ้าไม่รู้แล้วบอกว่ารู้ สุดท้ายเค้าก็ถามต้อนจนมุม ลองนึกดูว่าตอนทำงานแล้วเราไม่รู้ ดันบอกว่ารู้ ทำลงไปแบบผิดๆ หรือไปตกลงกับลูกค้าแบบผิดๆ ความเสียหายมันมากมายมหาศาล)
  4. ค้นหาตัวเอง ว่าในสายงานนี้ เรายังขาดอะไร แล้วรีบเติมเต็ม เช่นถ้าทำงานสายที่เกี่ยวข้องกับระบบธุรกิจ ก็ควรมีพื้นฐานด้านบัญชี ติดตัวไว้ เพราะจะทำให้สามารถเข้าใจปัญหาของลูกค้าได้เร็วขึ้น อย่ามองเพียงแค่จะทำทางด้านไอทีอย่างเดียว เพราะสุดท้ายไอทีมีไว้ใช้แก้ปัญหาธุรกิจ ถ้าไม่เข้าใจธุรกิจ ก็ไม่สามารถนำระบบไอทีมาใช้อย่างเหมาะสมได้
  5. สร้างเครือข่ายในสายอาชีพ โดยอาจอาศัยช่องทางของ Link In, Facebook หรือกลุ่มอื่นๆ ที่เราสนใจ หมั่นเข้าไปถาม ตอบ ช่วยแก้ปัญหา ปรับปรุง Profile เราบ่อยๆ บางครั้ง งานดีๆ มันจะวิ่งมาหาเราเอง อยู่ที่เราพร้อมหรือไม่

“โอกาส เป็นของคนที่พร้อมเสมอ”

ข้อคิดสำหรับคนที่ทำงานแล้ว:

  1. อย่ามัวทำงานเพียงอย่างเดียว ควรรู้จักสนใจ และใส่ใจคนรอบข้าง ที่สำคัญคือครอบครัวของเรา รวมถึงสุขภาพระยะยาว “ถ้าเราไม่อยู่ที่ทำงานแค่เปลี่ยนคน แต่ครอบครัวขาดเราไม่ได้”
  2. อย่าฝากชีวิตและความมั่นคงทางการเงินกับที่ทำงานอย่างเดียว ควรรู้จักแบ่งเวลาศึกษาเรื่อการลงทุนที่เหมาะกับเรา ทั้งระยะยาวและระยะสั้น
  3. ถ้าคุณมีสิ่งที่ชอบนอกเหนือจากงานที่ทำ ให้ลองสร้างเป็นอาชีพที่สอง ไว้ทำนอกเวลางาน แต่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนอย่าเอาเวลางาน มาทำงานส่วนตัว สุดท้ายมันจะช่วยให้เราหลุดจากการรอแต่เงินเดือนอย่างเดียว และทำงานได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง (ที่คุณสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือน) คุณจะสามารถตัดสินใจออก ไปทำในสิ่งที่รัก หรืออยากกลับบ้านเกิด ก็สามารถทำได้โดยง่าย
  4. ถ้างานที่ทำ เริ่มไม่ท้าทาย ไม่ได้รับความรู้ใหม่ หรือให้ประสบการณ์ที่เหมาะสม ควรเริ่มมองหาที่ที่จะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้มากขึ้น อาจจะเป็นที่ทำงานเดิมแต่เปลี่ยนตำแหน่งหรือสายงานลองคุยกับหัวหน้างานดูได้เค้าเข้าใจ หรือจะเป็นที่ใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม “แต่ไม่ควรเปลี่ยนงานด้วยเหตุผลเรื่องเงิน เพราะคุณจะไปเจอทางตันในที่สุด
  5. หากคุณต้องการออกไปเป็นผู้ประกอบการ ควรมีความอดทน และเรียนรู้ที่จะศึกษา เคล็ดลัพธ์ในการทำงานจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน เพราะเรื่องพวกนี้ไม่มีสอนในชั้นเรียนต้องลองผ่านประสบการณ์ทำงานทั้งบริษัทเล็กใหญ่ถึงจะรู้
  6. หมั่นพัฒนาทั้ง 3 ด้านอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ ด้านจิตใจ ด้านทักษะในอาชีพ และด้านความสัมพันธ์

“มนุษย์ทุกคนมีดี เพี่ยงแต่ต้องอยู่ในที่ที่เค้าเห็นค่าของเรา”

Aj.Bee