CS, SE, IT สามสาขาน่าเรียน สำหรับคนอยากทำงานด้านไอที??

จบ ม.6  แล้วเลือกเรียนแต่ละสาขาอย่างไร ให้เหมาะกับเรา บทความนี้มีคำตอบ เนื่องจากมีคนถามอยู่เรื่อยๆ ว่าแต่ละสาขาในสำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ต่างกันอย่างไร เลือกยังไงให้เหมาะกับเรา มาดูความเป็นตัวตนของแต่ละสาขาแล้วเลือกให้เหมาะกับตัวเรากันดีกว่า เพราะต้องอยู่กับมันอีกตั้ง 4 ปี

สนใจรายละเอียดติดตามได้ที่เว็บ สำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
http://itschool.mfu.ac.th

ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนว่าโดยพื้นฐาน ทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับไอที จะมีสอนเกี่ยวกับ Programming อยู่แล้วไม่มากก็น้อย ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองด้วยว่าจะขยันฝึกฝนค้นคว้าขนาดไหน ดังนั้นใครที่เห็นโฆษณาว่าเรียนสาขาโน้นสาขานี้แล้วเขียนโปรแกรมเก่ง ทำแอพมือถือได้ ทำนู่นนี้ได้ ทำแอพควบคุมจรวจนำวิถีได้(อันนี้ก็เวอร์เกิน) เกิน 50% มันขึ้นอยู่กับตัวเราด้วยว่านอกจากเรียนแล้วเราตั้งใจและฝึกฝนพัฒนาตัวเองได้มากขนาดไหน

6 สาขาวิชาในสำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.แม่ฟ้าหลวง มีอะไรบ้าง

เรามารู้จักชื่อและชื่อย่อของแต่ละสาขากันก่อน ก่อนที่จะไปดูรายละเอียดว่าแต่ละสาขา ถ้าจะเรียนต้องเตรียมตัวยังไง ใครเหมาะกับสาขานี้ นอกจากเราจะได้เรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก มีการปลูกฝังจิตสาธารณะ และจริยธรรมอันดี แล้ว ระหว่างเรียนจะได้รับอะไรบ้าง เทคนิควิธีเรียนอย่างไรให้รอด จบมาแล้วทำงานอะไรได้บ้าง

  1. วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และนวัตกรรม (CS)
  2. วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (SE)
  3. วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ(IT)
  4. วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีมัลติมีเดียและการสร้างภาพเคลื่อนไหว (MTA)
  5. วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมการสื่อสารและสารสนเทศ (ICE)
  6. วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์(CE)

วันนี้จะมาพูดถึง 3 สาขาที่ค่อนข้างมีความใกล้เคียงกัน ทำให้ยากในการเลือกว่าจะเรียนสาขาไหนดีให้เหมาะกับสิ่งที่เราต้องการ

หมายเหตุ: ตำแหน่งงานที่จะพูดถึงต่อไปนี้ แบ่งตามกรอบความเหมาะสมของการผลิตบัณฑิตแต่ละหลักสูตร ทั้งนี้แต่ละคนสามารถเลือกเส้นทางชีวิตตัวเองได้ ว่าต้องการทำอะไร หรืออยากเป็นอะไร ไม่ควรเอาสาขาที่เรียนมาเป็นข้อจำกัด
“ถ้าเป็นสิ่งที่เรารัก เราจะทำมันได้ดีเสมอ และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย”

 

cs2

สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และนวัตกรรม (CS)

ใคร – ที่ชอบเขียนโปรแกรม หรืออยากเป็นโปรแกรมเมอร์ระดับเทพ หรือต่อยอดไปในสายงาน Data Scientist ที่กำลังเป็นที่ต้องการมากที่สุดในเวลานี้ (2017) แนะนำสาขานี้ครับ

ต้องเตรียม – พื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรม (ควรเขียนโปรแกรมได้อย่างน้อย 1 ภาษา เช่น C, Java, หรืออื่นๆ) พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ เพราะถ้าจะเขียนโปรแกรมให้เก่ง สร้างอัลกอริทึมที่สุดยอด Math สำคัญมาก ใครไม่แน่นควรรีบรื้อฟื้นด่วน

ระหว่างเรียน – คุณจะได้เรียน Math และ Programming ควบคู่กันไป และได้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง เสริมด้วยเนื้อหาการพัฒนาโปรแกรม ระบบงาน แอพโมบาย และการพัฒนาระบบสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง อย่างการทำ Business Intelligent (BI), การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) และการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เหมาะสม (Data Visualization) การพัฒนาระบบงานที่ใช้ Machine Learning (ML) และ Artificial Intelligent (AI) พร้อมกับการเรียนรู้เทคโนโลยีตั้งแต่พื้นฐานแบบคลาสสิค จนถึงเทคโนโลยีที่ภาคอุตสาหกรรมเค้าใช้กันจริงๆ เรียกได้ว่าไม่ตกเทรนแน่นอน [ หลักสูตรของ CS ]

เรียนให้รอด – ต้องหมั่นฝึกฝนการเขียนโปรแกรม หมั่นคิดโปรเจค หางานพัฒนาชิ้นเล็กๆทำเก็บประสบการณ์ไปด้วยระหว่างเรียน ศึกษาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับอัลกอริธึม เช่น Block Chain การติดตามภาษาโปรแกรมใหม่ๆ ในการสร้างระบบงาน

จบมาทำงาน – เป็น นักพัฒนาระบบ (Developer) นักพัฒนาอิสระ (Freelance) นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) นักพัฒนาปัญญาประดิษ(AI Developer) นักสร้างนวัตกรรม (Innovation Developer) นักวิจัยวิทยาศาสตร์ข้อมูล(Researcher)

 

se

สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (SE)

ใคร – ที่อยากรู้ว่ากว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพมาให้เราใช้ จะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดการความต้องการ วิเคราะห์ การออกแบบสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ พัฒนา ทดสอบ และติดตั้ง เรียกได้ว่าทั้งวงจรชีวิตกันเลยที่เดียว (SDLC)

ต้องเตรียม – พื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรม และความรู้รอบตัวเกี่ยวกับเครื่องมือ เฟรมเวิร์ค และกระบวนการที่ใช้ในการพัฒนาระบบ

ระหว่างเรียน – คุณจะได้เรียนรู้ทุกขั้นตอนของกระบวนการในการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Waterfall, Agile, Lean, Kanban) วิธีพัฒนาระบบตั้งแต่ขนาดเล็ก พัฒนาด้วยตัวคนเดียว การพัฒนาเป็นทีม และการพัฒนาระบบงานร่วมกันสำหรับองค์กรขนาดใหญ่  การออกแบบประสบการณ์การใช้งาน โดยจะได้เรียนรู้บทบาทและหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งงานในสายงานพัฒนาซอฟต์แวร์ การควบคุมและพัฒนาโครงการซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่เช่น ERP เป็นต้น เรียกได้ว่าใครต้องการเป็นเจ้าของกิจการ หรือเจ้าของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือเป็นเจ้าของกิจการ Startup สาขานี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุด [ หลักสูตรของ SE ]

เรียนให้รอด – ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ ระบบงาน เฟรมเวิร์ค เครื่องมือ วิธีการพัฒนา ภาษาโปรแกรมใหม่ๆ ในท้องตลาดอยู่เสมอ ฝึกฝนการพัฒนาโปรแกรม ระเบียบวินัยในการทำตามแผนให้เสร็จตามเวลาและงบประมาณที่กำหนด

จบมาทำงาน – นักพัฒนาระบบ(Developer), วิศวกรซอฟต์แวร์(SE) , นักทดสอบระบบ(Tester), ผู้ตรวจสอบคุณภาพ(QA), นักวิเคราะห์ระบบ(SA), นักวิเคราะห์ระบบธุรกิจ(BA), นักสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์(Software Architect) ,ผู้จัดการโครงการ(PM), เจ้าของกิจการซอฟต์แวร์(CEO) , นักออกแบบประสบการณ์การใช้งาน (UX Designer) , นักขายงานวิศวกรรม(Sale Engineer), วิศวกรออกแบบโซลูชัน(Solution Engineer)

it

สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ(IT)

ใคร – ที่อยากทำงานสายไอที แต่เน้นใช้งานไม่เน้นสร้างเอง แนะนำครับ สาขานี้เน้นการรู้ให้กว้างเกี่ยวกับระบบงานไอทีขององค์กรทั้งหมด การเลือกใช้แต่ละระบบงานได้อย่างเหมาะสม เมื่อประกอบกับแนวคิดเชิงธุรกิจก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ไม่ยากเช่นกัน

ต้องเตรียม – พื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรม การใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูป แนวคิดการนำเทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหาให้กับองค์กร การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม

ระหว่างเรียน – คุณจะได้เรียนรู้โครงสร้างระบบไอทีทั้งหมด ตั้งแต่ระดับสถาปัตยกรรมเน็ตเวิร์ค ความปลอดภัย การดำเนินงาน จนถึงระบบงานที่ใช้กันในองค์กรขนาดใหญ่ การเลื่อกใช้เครื่องมือและ solution ที่เหมาะสมกับองค์กรเช่นการนำระบบงานอย่าง ERP (Enterprise Resource Planning), CRM(Customer Relation Management) เข้ามาแก้ปัญหาขององค์กร [ หลักสูตรของ IT ]

เรียนให้รอด – ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับระบบงาน โปรแกรมประยุกต์ การจัดการด้านความปลอดภัยของระบบ

จบมาทำงาน – นักพัฒนาระบบ(Developer), เจ้าหน้าที่ดูแลระบบไอที(IT Support), นักออกแบบโซลูชัน(IT Solution), ผู้เชียวชาญด้านเทคโนโลยี(IT Specialist), เจ้าหน้าที่ไอทีทัวไป(IT Operator), ผู้ดูแลตรวจสอบความปลอดภัย(Security Audit), ผู้ตรวจสอบระบบไอที (IT Audit), ผู้ดูแลฐานข้อมูล (DBA), ผู้จัดการระบบสารสนเทศ (IT Manager)

CS, SE, IT สามสาขานี้เรียกได้ว่าเป็นสาขาพี่น้องกัน ถ้ามองเผินๆ อาจจะแยกแยะลำบาก แต่จริงๆแต่ละสาขามีจุดเด่นของตัวเอง เกณฑ์การเลือกมีดังนี้

CS – สำหรับคนที่ชอบ Programming แบบฮาร์ดคอร์ เน้นการสร้าง ประดิษฐ์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น (สร้างโปรแกรม เครื่องมือ และนวัตกรรม)
SE – สำหรับคนที่ชอบ นำเครื่องมือและกระบวนการเข้ามาช่วยในการพัฒนา สร้างทีมงานสำหรับพัฒนาโครงการซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ (พัฒนาซอฟต์แวร์และ solution คุณภาพสำหรับองค์กร)
IT – สำหรับคนที่ชอบ นำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ (เน้นใช้งานของที่มีอยู่แล้วกับบริหารจัดการควบคู่กับความรู้ด้านธุรกิจ)

ถ้าเอาให้เข้าใจง่ายเข้าไปอีก
CS=ผู้สร้างนวัตกรรม , SE=ผู้ควบคุมและพัฒนา, IT=ผู้นำมาใช้งานและบริหาร
เลือกกันตามสะดวกนะ

โดยตัวหลักสูตรของทั้ง 3 สาขา ผู้เรียนจะได้เรียนวิชาที่เกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรม(Desktop App) เว็บแอพพลิเคชัน(Web App) เว็บไซต์(Web Site) และโมบายแอพพลิเคชัน (Mobile App) ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์(Computer Operating System) เพื่อติดอาวุธพื้นฐานในการทำงาน ดังนั้นทั้งสามสาขานี้ เรียนมายังไงก็ไม่ตกงานอยู่แล้ว ตอนนี้อยู่ที่ความชอบและการวางแผนของแต่ละคนแล้วว่าจะเลือกมาแนวไหน

 ตอนนี้เอา 3 สาขากันก่อน ส่วนอีกสามสาขา MTA, CE, ICE  ที่น่าเรียนไม่แพ้กัน เริ่มเลือกง่ายขึ้นละเพราะจุดเด่นค่อนข้างแตกต่างกันเชัดเจนอยู่แล้ว ไว้มาต่อในบทความหน้าครับ

ติดตามข้อมูลผ่าน FanPage เข้าไปกด Like ที่: https://www.facebook.com/AjBeeMePage